“การตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน คือ การประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี เป็นสถาบันที่ดี เป็นองค์กรที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดี มุ่งกระทำแต่ความดี เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน”

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

        เมื่อประมาณเกือบ 30 ปี มาแล้ว กระผมได้มีโอกาสได้ร่วมงานกับ คุณไพฑูรย์ วิโรจน์โภคา คุณไชยยันต์ เศรษฐไพศาล และเหล่าศิลปินระดับชาติ อาทิ อาจารย์สวัสดิ์ ตันติสุข ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ อาจารย์นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร รองศาสตราจารย์ วิโชค มุกดามณี และอาจารย์วีรเดช พนมวัน ณ อยุธยา (ซึ่งต่อมาศิลปินเอกเหล่านี้ หลายท่าน ก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ) ในงานประกวดศิลปกรรมอาเซียน (ASEAN Art Awards) ซึ่งมุ่งส่งเสริมศิลปินไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศิลปินระดับเยาวชน ให้ขึ้นสู่เวทีสากล

        และในทุกๆ ปีที่มีการประกวดศิลปกรรมอาเซียน พวกเรา ในฐานะผู้จัดทำโครงการฯ ก็จะไปกราบเรียนเชิญ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ มาเป็นประธานในงาน และเป็นผู้มอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด ซึ่งทุกครั้ง ท่านประธานองค์มนตรี และรัฐบุรุษ ก็จะให้ความเมตตากับพวกเรา และเหล่าศิลปิน ด้วยการตอบรับคำกราบเรียนเชิญ เป็นประจำทุกปี เช่นเดียวกัน

        ในปี 2542 ก็ไม่ต่างไปจากปีก่อนๆ พวกเรา ในฐานะผู้จัดทำโครงการฯ ไปกราบเรียนเชิญ ท่านที่บ้านสี่เสา เทเวศร์ แต่ที่แปลกไปกว่าครั้งอื่นๆ คือ ในครั้งนี้ ระหว่างการสนทนา ท่านก็กล่าวขึ้นว่า ท่านมีผลงานศิลปะที่ศิลปินหลายๆ ท่าน ได้มอบให้ท่านในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาอยู่หลายภาพ และอยากขอให้คณะผู้จัดทำโครงการฯ นำไปจำหน่ายแบบการกุศลให้ด้วย เพื่อนำรายได้ไปสมทบทุนการศึกษาสำหรับเยาวชน ภายใต้ความอนุเคราะห์ของ มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ว่าแล้ว ท่านก็สั่งการให้ ท่านพลเรือตรีพะจุณณ์ ตามประทีป (ยศในขณะนั้น) นายทหารคนสนิท และหัวหน้าสำนักงานประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไปนำตัวอย่างของผลงานศิลปะ มาให้พวกเราได้ชมกัน

        นับเป็นความบังเอิญว่า ดำริดังกล่าวของท่านประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ สอดคล้องกับความตั้งใจของ คณะผู้จัดทำโครงการ ที่มีอยู่แล้ว ว่า พวกเราคณะผู้จัดการประกวดศิลปกรรมอาเซียน มีความซาบซึ้งในความเมตตาของท่านมาโดยตลอด และอยากจะตอบแทนท่านในโอกาสที่ท่านมีอายุครบ 80 ปี ในปี 2542 ด้วยการทำกิจกรรมดีๆ เพื่อเป็นการแสดงกตเวทิตาจิต และเพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่ท่านสักครั้งหนึ่ง ซึ่งก่อนที่จะมาขอเข้าเยี่ยมคารวะท่านในวันนั้น พวกเราก็ยังไม่มีความคิดที่ชัดเจนว่า กิจกรรมที่อยากทำนั้น ควรจะเป็นอะไร

        ดังนั้น เมื่อท่านประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ได้กล่าวถึง ผลงานศิลปะ การขายหรือการประมูล และการมอบทุนการศึกษาให้กับเยาวชน พวกเราจึงเกิดแนวความคิดขึ้นมาในทันทีว่า พวกเราควรจัดงานใหญ่ ในลักษณะ กาลา ดินเนอร์ (Gala Dinner) เพื่อประมูลผลงานศิลปะ หาทุนการศึกษาให้กับ นักเรียนหรือนักศึกษาผู้ยากไร้ ภายใต้ความอนุเคราะห์ของ มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และงานครั้งนี้ จะเป็นการแสดงกตเวทิตาจิต ต่อท่านประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

        แนวความคิดที่เกิดขึ้นนี้ ฟังดูเหมือนจะตรงไปตรงมา และไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่ความเป็นจริง ในปี 2542 ก็คือ ก่อนหน้านั้น ยังไม่เคยมีใคร หรือหน่วยงานใด จัดงาน กาลา ดินเนอร์ ประมูลผลงานศิลปะ ระดับชาติ เพื่อการกุศลอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และมีมาตรฐานที่เป็นสากล และในเมื่อพวกเรา ต้องการที่จะจัดงานใหญ่ เราก็ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง และได้มาตรฐานสากล เช่นเดียวกัน

        ดังนั้น เมื่อได้ตัดสินใจเช่นนี้ สิ่งแรกที่พวกเราทำ คือ ขอให้ศิลปินระดับชาติท่านต่างๆ ของเรา ติดต่อไปยังศิลปินระดับชาติท่านอื่นๆ เพื่อขอรับบริจาคผลงาน เพื่อนำมาประมูล ซึ่งคำขอก็ได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดียิ่งจากเหล่าศิลปินชั้นนำของไทยเหล่านั้น

        ลำดับต่อไป พวกเราได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจาก คุณปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ และคุณเยาวณี นิรันดร ผู้บริหารของบริษัท คริสตี้ส์ อ็อคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเพิ่งได้เปิดสำนักงานในประเทศไทย ได้ไม่นานนัก ให้ช่วยจัดการประมูลผลงานศิลปะระดับชาติ ในนามของบริษัทฯ ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งคุณปัญญ์ชลี และคุณเยาวณี ก็ได้กรุณาตอบรับโดยทันที ที่จะให้ความอนุเคราะห์ โดยทั้งสองท่านได้กรุณากล่าวย้ำว่า ยินดีที่จะจัดการประมูล และจัดเตรียมบุคลากร พร้อมวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ โดยไม่คิดมูลค่าแต่ประการใด

        หลังจากที่พวกเราได้คณะทำงาน และผลงานศิลปะอย่างครบถ้วนแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญที่สุด คือ การไปกราบเรียนเชิญบุคคลสำคัญของประเทศ มาเป็นประธานจัดงาน ซึ่งพวกเราเห็นพ้องกันว่า บุคคลที่น่าจะมีความเหมาะสมมากที่สุด คือ ท่าน พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น

        กระผมจำได้ว่า พวกเราได้ไปเยี่ยมคารวะท่านพลเอกสุรยุทธ์ฯ ที่กองบัญชาการกองทัพบก โรงเรียนนายร้อย จปร. เดิม ที่ถนนราชดำเนินนอก ซึ่งท่านเพิ่งเสร็จสิ้นจากการเป็นประธานในงานพิธี ภายในบริเวณกองบัญชาการฯ และยังนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าอาคาร ซึ่งจัดเป็นชั้นอัฒจรรย์ท่านได้สั่งการให้ พันเอกนินนาท เบี้ยวไข่มุก (ยศในขณะนั้น) นายทหารคนสนิทของท่าน เชิญให้พวกเรา เข้าไปร่วมนั่งด้วย และขอให้พวกเราอธิบายถึงเหตุผลการขอเข้าเยี่ยมคารวะ ท่านรับฟังคำชี้แจงและคำกราบเรียนเชิญของพวกเราด้วยความตั้งใจ และได้ตัดสินใจตอบรับในทันที และในนาทีนั้น บนชั้น อัฒจรรย์ แห่งนั้น กองทุนส่งเสริมการศึกษา การสร้างสรรค์ศิลปะ “มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์” โดยมีท่านพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานกองทุนฯ รวมทั้งงาน กาลา ดินเนอร์ เพื่อประมูลผลงานศิลปะระดับชาติ ซึ่งมีขึ้นเป็นประจำทุกปี ก็ได้กำเนิดขึ้น

        อีกเรื่องหนึ่ง ที่มีความสำคัญ และเป็นสิ่งที่พวกเรา มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง คือ ในการจัดทำสูจิบัตร และการกำหนดรูปลักษณะหรือ theme ของงาน กาลา ดินเนอร์ นั้น พวกเราต้องการสิ่งที่จะสร้างความประทับใจ และสิ่งที่ผู้มาร่วมในงานจะต้องจดจำไปอีกนาน พวกเราจึงได้ไปขอคำขวัญและสารจากท่านประธานองค์มนตรี และรัฐบุรุษ ซึ่งหลังจากที่ท่านได้ตรึกตรอง สักครู่ใหญ่ๆ สิ่งที่ท่านส่งกลับคืนมาให้พวกเรา คือประโยคหนึ่งประโยค ว่า “เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน” พร้อมกับลายเซ็นกำกับของท่านซึ่ง ณ จุดนั้น คำขวัญประจำตัวของ ท่านซึ่งเป็นข้อความเพียงสั้นๆ แต่ลึกซึ้งและกินใจอย่างเหลือล้น ที่คนไทยทั่วประเทศรู้จักกันดีในปัจจุบัน ก็กำเนิดขึ้น และตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี ที่ผ่านมา พวกเราในฐานะผู้จัดงานประมูลผลงานศิลปะประจำปี ของกองทุนฯ ก็ได้ยึดถือเป็นคำขวัญของงาน (และต่อมา คำขวัญของมูลนิธิฯ) เรื่อยมาเป็นประจำทุกปี จนถึงปัจจุบัน

        ในที่สุด ในวันที่ 19 สิงหาคม 2543 พวกเราก็สามารถจัดงาน กาลา ดินเนอร์ ประมูลผลงานศิลปะ สมทบกองทุนส่งเสริมการศึกษา การสร้างสรรค์ศิลปะ “มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์” ครั้งที่ 1 ได้เป็นผลสำเร็จ ณ ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี และถือเป็นการให้กำเนิดกองทุนฯ ในเวลาเดียวกัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พวกเราได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างดี จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจาก ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย กรรมการมูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะเจ้าของสถานที่ หรือจากวงดุริยางค์ทหารบก ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติหลายๆ ท่าน ที่ติดตามงาน กาลา ดินเนอร์ ประมูลผลงานศิลปะฯ และเข้าร่วมในการประมูล มาอย่างต่อเนื่อง

        แทบไม่น่าเชื่อว่า ระยะเวลาเกือบ 20 ปี ได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว กรรมการและคณะผู้จัดงานสองท่าน ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ คืออาจารย์สวัสดิ์ ตันติสุข และศาสตราจารย์พิเศษประหยัด พงษ์ดำ ได้ทุ่มเท และช่วยงานของกองทุนฯ จนถึงวาระสุดท้ายของท่าน

        ในปัจจุบัน กองทุนส่งเสริมการศึกษาฯ ซึ่งเริ่มจากเงินศูนย์บาท ได้กลายเป็นกองทุนฯ ที่มีรายได้โดยเฉลี่ย ปีละกว่าสิบล้านบาท เป็นประจำทุกปี และเป็นกองทุนเดียวในประเทศไทย ที่ให้ทุนการศึกษาครั้งละ 30,000 บาท ต่อผู้รับทุนหนึ่งคน ปีละไม่ต่ำกว่า 50 คน ให้แก่นิสิต นักศึกษา ผู้ยากไร้ ซึ่งจนถึงวันนี้ นิสิต นักศึกษาในระดับปริญญาตรี โท และเอก เป็นจำนวนทั้งสิ้น กว่าหนึ่งพันคน จากสถาบันอุดมศึกษา แห่งต่างๆ ทั่วประเทศ ได้รับประโยชน์จากกองทุนนี้ นอกจากนี้ นิสิต นักศึกษา ผู้ได้รับทุนเหล่านี้ ยังได้มีโอกาสเข้าร่วมในกิจกรรมอาร์ตแคมป์ (Art Camp) และกิจกรรมอื่นๆ ของกองทุนฯ เป็นประจำทุกปีอีกด้วย

        ทุกวันนี้ นิสิต นักศึกษา ผู้ได้รับทุนในอดีต ก็จะหมุนเวียนกัน โดยไม่ได้นัดหมาย กลับมาบริจาคผลงาน และช่วยเหลือในการจัดงาน เพื่อหาทุนการศึกษาให้กับรุ่นน้อง นับเป็นกองทุนส่งเสริมการศึกษาที่สร้าง “วัฏจักรแห่งความดีและการให้” ขึ้นอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่ทุกคนได้ประจักษ์ และได้กลายมาเป็นคุณลักษณะเฉพาะที่โดดเด่น ของกองทุนฯ ตราบจนทุกวันนี้ สมกับโอวาท ที่ท่านประธานองค์มนตรี และรัฐบุรุษ ได้ให้ต่อ นิสิต นักศึกษา ผู้รับทุน เป็นประจำทุกปีว่า ขอให้เหล่านิสิต นักศึกษา “เป็นบุคคลที่ดำรงไว้ซึ่งความดี เป็นบุคลากรที่มีค่าของสังคม และของประเทศไทย” และสักวันหนึ่ง ขอให้ นิสิต นักศึกษา ทุกคนสามารถ “เปลี่ยนสถานะของพวกตน จากการเป็นผู้รับ ในวันนี้ ให้กลับมาเป็นผู้ให้ ในวันข้างหน้า” คำโอวาทนี้ คือสิ่งที่ช่วยสร้างความตระหนัก และความผูกพันทางจิตใจ ได้เป็นอย่างดี ระหว่างผู้ให้และผู้รับ และกับทุกๆ คน ในคณะผู้จัดงาน ซึ่งทุกคนต่างพร้อมใจกัน ส่งต่อความดี ให้กันและกัน เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

        กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “วัฏจักรแห่งความดีและการให้” ซึ่งเกิดขึ้นในหมู่คนเล็กๆ กลุ่มนี้ จะช่วยจุดประกาย และเป็นแรงบันดาลใจ ให้กับผู้ที่ได้พบเห็น และผู้ที่มีโอกาสได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อนำไปเป็นแบบอย่าง ให้เราทุกคนได้ช่วยกันและร่วมกัน ตอบแทนบุญคุณ ให้กับแผ่นดินไทยของเรา อันเป็นการสืบสานปณิธานของท่านพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ต่อไปอีกนานเท่านาน

จากความทรงจำ                   

ดร.ดามพ์ สุคนธทรัพย์